ข่าวสารประชาสัมพันธ์

รณรงค์แก้ไขปัญหาหมอกควัน

14 ก.พ. 2561

โดยไม่ต้องคาดเดา ถึงเดือนกุมภาพันธุ์-มีนาคมทีไรสถานการณ์หมอกควันในภาคเหนือก็เริ่มเป็นประเด็นข่าวราวกับนัดกันไว้ล่วงหน้า เฉพาะในระยะหลังมานี้ยิ่งชัดเจนว่า หมอกควันกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่คาราคาซัง แก้ไขไม่ได้ จับต้นชนปลายไม่ถูก ที่สุดก็ทำได้เพียงรอให้ฤดูกาลผ่านพ้นเพื่อรอให้ผู้คนหลุดจากม่านหมอกออกไปได้เอง

ในฐานะที่ติดตามเรื่องนี้มานาน รวมท้ังมีความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์สถานการณ์ภัยพิบัติ เรานัดคุยกับ ดร. สมพร ช่วยอารีย์ ประธานเครือข่ายเฝ้าระวังภัยพิบัติลุ่มน้ำปัตตานี เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์หมอกควันในภาคเหนือ รวมทั้งช่วยตอบคำถามว่า เราจะทำได้เพียงตั้งรับกับหมอกควันเสมือนนั่งรอแสงตะวันของเช้าใหม่ที่ริมหาดทรายเท่านั้นฤา

สถานการณ์หมอกควันที่เกิดขึ้นในภาคเหนือตอนนี้เป็นอย่างไร

ตอนนี้ปัญหาหมอกควันในภาคเหนือจะเห็นว่า ปริมาณความหนาแน่นของหมอกควันมีค่าเกินมาตรฐาน 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร(g/m3) ถ้าถามว่าวิกฤติหรือไม่ ต้องบอกว่า บางสถานที่เกิน 200 g/m3 บางสถานที่เกิน 220 g/m3  ก็คงต้องตอบว่าวิกฤติ แต่คิดว่ามันจะมีจุดดีอยู่บางอย่างที่ทำให้เราเห็นว่า ปัญหาปีนี้มันอาจจะหนักกว่าปีที่แล้วหรืออาจจะหนักกว่าปีก่อนๆ คืออาจหนักเทียบเท่าได้กับ 8 ปีก่อน แต่ว่าตรงนี้เป็นการทำให้คนเหนือได้ลองที่จะนำไปสู่การทบทวนว่าเราจะสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาแบบมีส่วนร่วมได้อย่างไร เพื่อนำไปสู่การจัดการหมอกควันให้มันยั่งยืนแทนที่จะแก้ปัญหาแบบเป็นรายปีไป

ในตอนนี้นักวิชาการจากหลายๆ ภาคส่วนจะต้องมาทำงานร่วมกันจะทำให้ปัญหาสถานการณ์หมอกควันลดลงไปได้ แต่อาจจะยังมีปัญหาหมอกควันในเดือนมีนาคมตลอดทั้งเดือน เพราะตอนนี้ไฟกำลังลุกจะเห็นได้ว่าแนวโน้มของความหนาแน่นจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอาจจะมีแนวโน้มว่าลดลงในเดือนเมษายน ก็ไม่แน่ใจว่าจะเกิดฝนตกลงมาช่วยหรือไม่ เพราะลมกับฝนสามารถช่วยได้ ความกดอากาศต่ำที่จะมาแทนที่ความกดอากาศสูง

สาเหตุหลักของการเกิดหมอกควันที่เป็นมลพิษอยู่ในตอนนี้ สาเหตุมาจากอะไร

คือที่จริงมันมีสองส่วนมาผสมกัน เวลาเราเรียกหมอกควันเราจะเรียก “smog” (หมอกควัน) ซึ่งเกิดจาก “smoke”(ควัน) บวกกับ “fog”(หมอก) รวมกันเกิดเป็นคำว่าหมอกควัน ซึ่งมันก็คือการเกิดจากการเผาและลอยขึ้นไปอยู่บนชั้นบรรยากาศ ซึ่งชั้นบรรยากาศแต่ละชั้นก็จะมีความหนาแน่นของอากาศไม่เท่ากัน ถ้าเกิดว่าอากาศมันลอยตัว เราก็สามารถที่จะให้ควันมันลอยขึ้นไปและอาศัยลมในชั้นบรรยากาศที่มีทิศทางแตกต่างกันพัดพาหมอกควันให้ลอยไปที่อื่นก็อาจจะไม่มีปัญหาถ้าเกิดว่าสามารถระบายอากาศได้ดี แต่ถ้าระบายอากาศไม่ดีก็จะเป็นปัญหาอย่างนี้อยู่ตลอด ซึ่งสิ่งที่เราเห็นในช่วงของมีนาคมอากาศมันจะนิ่งทำให้หมอกควันเหล่านี้ไม่สามารถไปไหนได้ มันก็จะครอบคลุมพื้นที่บริเวณภาคเหนืออยู่อย่างนั้น ทำให้บริบทของตรงนี้มันเกิดปัญหา

ตอนนี้ในหลายจังหวัดมีการวัดปริมาณหมอกควันที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ภาพตรงนี้มันสามารถสะท้อนอะไรได้บ้าง

การวัดจุดเหล่านี้เป็นเรื่องที่ดี แต่จุดหลักๆสามารถเป็นตัวแทนได้ดีขนาดไหนในชุมชนทั้งหลาย หมอกควันเวลาเราเผาในหลายๆจุด พอลอยขึ้นไปมันจะเกิดการรวมตัวเป็นก้อนเดียวกัน ทีนี้ความเข้มข้นของหมอกควันปริมาตรมันมีเท่าเดิม แต่ความเข้มข้นของการเผาที่เกิดจากหลายๆจุด มันก็สามารถที่จะเพิ่มปริมาตรของหมอกควันในพื้นที่ให้เพิ่มมากขึ้น ตอนนี้ถ้าไฟยังไม่หยุด นั่นหมายความว่าปริมาตรของหมอกควันที่เราจะวัดนั้นก็จะเพิ่มมากขึ้น

ถามว่าปริมาณที่มันเบาบางลงมันเข้าไปอยู่ในปอด ในร่างกายของเรา ที่เราหายใจเข้าไปเท่าไหร่ โดยที่เราไม่สามารถที่จะปลดปล่อยมันออกมาได้ จุดหลักๆ ก็คือเวลาที่หมอกควันลอยขึ้นไปอยู่ข้างบนมันไม่ถึงสภาวะพร้อมที่จะถูกเปิดออกและถูกพัดพาไปที่อื่นเพื่อจะทำให้มันจางลง ปัญหาหลักๆ ตรงนี้คือ การเผาที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเผาฝั่งพม่า หรือฝั่งไทย สุดท้ายแล้วมันก็จะรวมเป็นก้อนหมอกควันเดียวกัน เพราะลมและท้องฟ้ามันไม่ได้แบ่งเขตแดนชัดเจน

อย่างนี้วิกฤติที่เกิดขึ้น พอจะชี้แนวทางได้หรือไม่ว่าจุดไหนเป็นจุดเสี่ยง จุดไหนเป็นจุดที่ก่อให้เกิดอันตรายกับวิถีชีวิตของผู้คน

คือตรงนี้ต้องเก็บข้อมูลว่าตรงไหนเป็นแหล่งของควัน คืออาจอยู่ในพื้นที่ป่า หรือพื้นที่เมือง เราจะพบว่าวิถีชีวิตของคนภาคเหนือในบางจุดบางพื้นที่เขาจะกวาดใบไม้มากองแล้วเผาเลยในทันที ถ้าเกิดแบบนี้ในหลายๆที่รวมกัน มันจะนำไปสู่การเพิ่มจำนวนหมอกควันมากขึ้น แต่ตรงนี้คิดว่ายังไม่หนักเท่ากับที่ไปเผาในป่าเพื่อที่จะให้เกิดกระบวนการสร้างพันธุ์ใหม่หรือการสร้างต้นกล้าใหม่หลังจากที่ฝนตกลงมา

คิดว่าตรงนี้จะต้องทำเป็นระบบฐานข้อมูลเพื่อให้เห็นว่าในภาพรวมใหญ่ทั้งหมดมันเกิดความซ้ำซ้อน ความถี่ในการเกิดบ่อยขนาดไหน เพื่อจะนำสู่การขับเคลื่อนระบบคิดจะทำให้ปัญหานี้มันสามารถแก้ได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น